การมีทัศนคติที่ดีต่อองค์กร ที่ตนเองทำงานอยู่ ในความทัศนะของปอย
ปอยคิดว่า มีความจำเป็นมากถึงมากที่สุด
เพราะหาก พนักงานหรือคนในองค์กรขาดความสมาน สามัคคี ขาดความรับผิดชอบ แตกกีกแตกเหล่า แบ่งพรรคแบ่งพวก มีอคติต่อกัน ไม่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน การทำงานที่อยู่ ท่ามกลางความไม่เข้าใจ ปราศจากความรัก แท้ ที่ให้อภัยได้ทุกอย่างจริงๆ มีใจรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง คิดว่าผู้อื่นดีกว่าตนเสมอ ความจงรักภักดีในองค์กร จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อคนในองค์ แสดงออกให้ทุกคนในองค์กรสัมผัสได้ถึง คุณธรรม จริยธรรม ยุติธรรม เที่ยงธรรม ชอบธรรม เมตตาธรรม องค์กรจะสั่นคลอนถ้าเรามองคนอื่นด้วยใจ ริษยา เห็นแก่ตัว โลภมาก บ้าอำนาจ ยโส หยิ่ง ผยอง ทำตัวชั่วช้าสามาน ตามเนื้อหนัง ก็จะมีแต่ย่อยยับไปตามๆ กัน
29 พฤศจิกายน 2555
ข้อความสำคัญจากพระเจ้า และ แผนการชีวิตที่พระองค์ทรงนำ
พี่ปอย ผู้หญิง ที่ดูเหมือนจะมีรอยยิ้มที่สดใส และมีอัธยาศรัยไมตรี ดี เหมือนจะไม่ต่างกับบอย ผู้ที่อยู่อย่างสงบกับทุกคน พูดได้เต็มปาก ว่า บอยอยู่อย่างสงบกับทุกคนจริงๆ เพราะ น้องบอย เขาเป็นใบ้ เราจะสื่อสารกันได้ก็ต้องใช้สีหน้าและแววตา ซึ่งเป็นหน้าต่างของหัวใจเท่านั้น
ชีวิต น้องบอย กับ พี่ปอย แตกต่างกันที่ น้องบอยอยู่อย่างสงบกับทุกคน แต่ พี่ปอย ชอบพูดพล่อย น้ำเสียงกระด้าง เสียงดัง ไม่ฟังใคร เป็นคนที่ ช้าในการฟัง ไว ในการพูด ไว ในการโกรธ โมโหร้าย ช่างประชดประชันและมีทิฐิ ชอบใช้ปากของตนเอง มุสา สอพลอ ตอแหล ตลบแตลง ปากที่ใช้วิทยายุทธ์ทุกศาสตร์ทั้งฝ่ายธรรมะ และ ฝ่ายอธรรม ปอยใช้ปาก สำหรับทุกสิ่งที่เรียกว่า ขาว และ ดำ งานจึงเข้า พี่ปอยประจำ สร้างความร้าวฉานและบั่นทอนจิตใจ ผู้อื่น ทำตนเป็นคนหน้าซื่อใจคด ตอแหลอยู่ในใจ
แต่ในวันนั้น วันที่พี่ปอยตัดสินใจทิ้งงานประจำ ทิ้งหน้าที่การงาน ทิ้งภาระหนัก ทิ้งปัญหาทั้งหมดที่แสนหนักอึ้ง จากการเป็นคนอธรรม กลับใจใหม่ เข้าค่ายครอบครัว ของ คริสตจักรสามัคคีธรรมเชียงใหม่ มันเป็นจุดเริ่มต้น เป็นหมุดแรกที่ถูกปักลง การเดินทางไปกับพระเจ้า โดยให้พระเจ้าทรงนำชีวิต แทนที่จากเดิม พี่ปอยชอบวางแผน วางชีวิต วางเป้าหมายตัวเองมาโดยตลอด รับรู้ได้ถึงความแตกต่างระหว่าง การพึ่งพาความรอบรู้ของตน กับ การพึ่งพาพระเจ้านั้นแตกต่างกัน ที่ความเหน็ดเหนื่อย พึ่งพาตนเอง ก็เหนื่อยเนื้อหนัง แต่การวางใจในพระเจ้า วางภาระหนักใว้กับพระองค์ เฝ้าเดี่ยว อธิษฐาน อ่านพระคำของพระเจ้าและ เชื่อฟัง พระเจ้า
จากวันที่ 18 มิถุนายน 2003 วันที่ปอยเข้าพิธีบัพติศมา พระสุรเสียงของพระเจ้า ก้องอยู่ในหัว ว่า "ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว วางใจในเรา" ..................... ถ้า วันนั้น พี่ปอยมีความเชื่อที่มากพอ จิตวิญญาณและชีวิตของปอยก็คงพบสันติสุขนานแล้ว แต่ เพราะ พี่ปอย ดื้อกับพระเจ้าและไม่เชื่อฟังพระองค์ ใช้ปากทำการทุกอย่างที่มันจะทำได้ จึงทำให้ปอยได้รับบทเรียนที่สาหัสที่สุด .....................แต่ด้วยพระกรุณา และ เมตตาคุณของพระเจ้า พระองค์ ก็ทรงช่วยกู้ให้ชีวิตปอยรอดจากความบาปแห่งปากนั้น มาได้
สรรเสริญพระองค์ ที่ทำให้ลูกมีวันนี้ วันที่ได้กลับใจ และ บังเกิดใหม่ในพระคริสต์ อธิษฐานและขอบพระคุณในพระนามพระเยซูคริสต์เจ้า อาเมน
02 ตุลาคม 2555
เปิดดูเรื่องราวของ หนูดี แล้วทำให้เข้าใจสมองมากขึ้น รู้ที่มา รู้ที่ไป และกระบวนการทำงานของสมอง มีเหตุและมีผล อธิบายได้จากความจริง และ ศาสตร์นี้
5 คุณสมบัตินักสร้างอัจฉริยะที่ดี
"หนูดี" ยังแนะผู้ที่ต้องการเข้าสู่วงการนี้ว่า
1.มีคุณธรรมและรู้จริง เพราะวงการนี้เป็นการสร้างคนซึ่งมีความละเอียดอ่อนสูง การให้ข้อมูลผิดเท่ากับเป็นการทำบาป นอกจากนี้ ความรู้ที่มีไม่ใช่แค่ความรู้ที่อ่านจากหนังสือต้องรู้ลึกถึงข้อมูลที่แท้จริง
2. ชื่อธุรกิจบอกแล้วว่าสร้างอัจฉริยะ คนที่จะทำต้องมีปูมหลังชีวิตที่ดี ต้องเรียนเก่ง ทำงานเก่ง และบริหารชีวิตส่วนตัวได้ เพราะถ้าจะไปสอนคนอื่นต้องทำชีวิตตัวเองให้ดีก่อน
3.รู้จักเอื้อคนอื่น
4.รู้กติกาสากลในการเชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามา
5.เก่งทั้งภาษาไทยและอังกฤษ
ทิปส์ในการพัฒนาสมอง
1. จิบน้ำบ่อย ๆ
สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมองก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเหี่ยวซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออก แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อย ๆ
2. กินไขมันดี
คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วย ปลาที่มีไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น
3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที
หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุด ๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ (ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า ) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน
4. ใส่ความตั้งใจ
การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิดระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้นทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่าง ๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิดขึ้นทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน
5. หัวเราะและยิ้มบ่อย ๆ
ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข หลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้นให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อยๆ
6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน
สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่
คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน และโดปามีนซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และสร้างสรรค์ ไปเรื่อย ๆ เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์
7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน
ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง
8. เขียนบันทึก Graceful Journal
ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มีครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี
ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น เพราะการเขียนเรื่องดี ๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์
9. ฝึกหายใจลึก ๆ
สมองใช้ออกชิเจน 20-25 % ของออกชิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึก ๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง
ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกชิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนาน ๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยายใหญ่สามารถหายใจเอาออกชิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก 20 %
การมีสมองที่ดีก็เหมือนทักษะทุกอย่างในโลกที่เรียนรู้ได้ แต่จะเก่งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ถ้าเราดูแลและฝึกฝนสมองให้ดี คุณภาพชีวิตก็จะดีตาม
วนิษากล่าวว่า คนทั่วไปมักมองว่าคนที่เป็นอัจฉริยะมักจะหมกมุ่นอยู่กับตำรากองโต ใส่แว่นหนาเตอะและไม่ค่อยมีมนุษยสัมพันธ์ซึ่งมักเกิดกับคนในวงแคบ เช่น คนที่เก่งด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์หรือดนตรี แต่ความจริงแล้ว อัจฉริยภาพมีมากกว่านั้น ดร.โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ ผู้คิดค้นทฤษฎีพหุปัญญาซึ่งเสนอว่ามนุษย์มีอัจฉริยภาพอย่างน้อย 8 ด้าน เพียงแต่บางด้านอาจเด่นกว่าด้านอื่นและขึ้นอยู่กับการฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก
อัจฉริยภาพ 8 ด้านที่ว่า ได้แก่ อัจฉริยภาพด้านภาษาและการสื่อสาร อัจฉริยภาพด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว อัจฉริยภาพด้านมิติสัมพันธ์ อัจฉริยภาพด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ อัจฉริยภาพด้านการเข้าใจในตนเอง อัจฉริยภาพด้านการเข้าใจผู้อื่นและมนุษยสัมพันธ์ อัจฉริยภาพด้านธรรมชาติ และอัจฉริยภาพด้านดนตรี
สมองของคนเรามีน้ำหนักเท่ากับร้อยละ 2 ของน้ำหนักร่างกายโดยสมองใช้ออกซิเจนร้อยละ 25 หรือ 1 ใน 4 ของการใช้ออกซิเจนในร่างกายทั้งหมด
สิ่งที่วนิษาพูดทำให้แปลกใจและลบความเชื่อหรือความรู้เก่าเกี่ยวกับสมองไปได้เลย เพราะอัจฉริยภาพของคนไม่ได้อยู่ที่เซลล์สมอง ไม่ได้อยู่ที่น้ำหนักสมองและไม่ได้อยู่ที่รอยหยักของสมอง แต่อยู่ที่เส้นใยสมองและไมยีลินหรือไขมันสมองมาห่อหุ้ม เนื่องจากเซลล์สมองตายไปทุกวัน แต่จะมีการสร้างเส้นใยสมองใหม่ๆ เกิดขึ้นโดยการทำซ้ำๆ กัน
ดังนั้น อัจฉริยภาพสร้างได้โดยการทำซ้ำๆ กันนั่นเอง เช่น หากเล่นเปียโนไม่เป็น แต่ถ้าฝึกทุกวันเป็นเวลา 2 ปี ก็จะเป็นคนใหม่ที่เป็นอัจฉริยภาพด้านเปียโนได้
อย่างไรก็ตาม คนที่มีเส้นใยสมองมากที่สุดไม่ได้เป็นคนที่ฉลาดที่สุดเพราะสมองมีเนื้อที่จำกัดในการเก็บเส้นใยสมอง สมองจึงมีการ "รีดทิ้ง" เส้นใยสมองในส่วนที่ไม่จำเป็นต้องใช้ในเวลานั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่าเด็กแรกเกิดมีเส้นใยสมองมากที่สุด เมื่อเทียบกับเด็กคนเดียวกันในอายุ 6 ขวบ และ 14 ปีและยิ่งโตขึ้นเส้นใยสมองยิ่งน้อยลง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะโง่กว่าเดิม นั่นเป็นเพราะว่าสมองมีการจัดเก็บและมีแบบแผนในการเก็บเส้นใยสมอง
อัจฉริยภาพทั้ง 8 ด้าน วนิษาเขียนไว้อย่างน่าอ่านและเข้าใจง่าย ไม่ใช่หนังสือแบบวิทยาศาสตร์หรือแบบเรียนหนักๆ แต่คนทั่วไปอ่านสนุกพร้อมๆ กับได้เคล็ดลับต่างๆ ที่จะช่วยพัฒนาทักษะด้านต่างๆ
"หนูดี" ยังแนะผู้ที่ต้องการเข้าสู่วงการนี้ว่า
1.มีคุณธรรมและรู้จริง เพราะวงการนี้เป็นการสร้างคนซึ่งมีความละเอียดอ่อนสูง การให้ข้อมูลผิดเท่ากับเป็นการทำบาป นอกจากนี้ ความรู้ที่มีไม่ใช่แค่ความรู้ที่อ่านจากหนังสือต้องรู้ลึกถึงข้อมูลที่แท้จริง
2. ชื่อธุรกิจบอกแล้วว่าสร้างอัจฉริยะ คนที่จะทำต้องมีปูมหลังชีวิตที่ดี ต้องเรียนเก่ง ทำงานเก่ง และบริหารชีวิตส่วนตัวได้ เพราะถ้าจะไปสอนคนอื่นต้องทำชีวิตตัวเองให้ดีก่อน
3.รู้จักเอื้อคนอื่น
4.รู้กติกาสากลในการเชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามา
5.เก่งทั้งภาษาไทยและอังกฤษ
ทิปส์ในการพัฒนาสมอง
1. จิบน้ำบ่อย ๆ
สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมองก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเหี่ยวซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออก แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อย ๆ
2. กินไขมันดี
คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วย ปลาที่มีไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น
3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที
หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุด ๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ (ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า ) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน
4. ใส่ความตั้งใจ
การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิดระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้นทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่าง ๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิดขึ้นทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน
5. หัวเราะและยิ้มบ่อย ๆ
ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข หลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้นให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อยๆ
6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน
สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่
คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน และโดปามีนซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และสร้างสรรค์ ไปเรื่อย ๆ เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์
7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน
ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง
8. เขียนบันทึก Graceful Journal
ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มีครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี
ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น เพราะการเขียนเรื่องดี ๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์
9. ฝึกหายใจลึก ๆ
สมองใช้ออกชิเจน 20-25 % ของออกชิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึก ๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง
ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกชิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนาน ๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยายใหญ่สามารถหายใจเอาออกชิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก 20 %
การมีสมองที่ดีก็เหมือนทักษะทุกอย่างในโลกที่เรียนรู้ได้ แต่จะเก่งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ถ้าเราดูแลและฝึกฝนสมองให้ดี คุณภาพชีวิตก็จะดีตาม
วนิษากล่าวว่า คนทั่วไปมักมองว่าคนที่เป็นอัจฉริยะมักจะหมกมุ่นอยู่กับตำรากองโต ใส่แว่นหนาเตอะและไม่ค่อยมีมนุษยสัมพันธ์ซึ่งมักเกิดกับคนในวงแคบ เช่น คนที่เก่งด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์หรือดนตรี แต่ความจริงแล้ว อัจฉริยภาพมีมากกว่านั้น ดร.โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ ผู้คิดค้นทฤษฎีพหุปัญญาซึ่งเสนอว่ามนุษย์มีอัจฉริยภาพอย่างน้อย 8 ด้าน เพียงแต่บางด้านอาจเด่นกว่าด้านอื่นและขึ้นอยู่กับการฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก
อัจฉริยภาพ 8 ด้านที่ว่า ได้แก่ อัจฉริยภาพด้านภาษาและการสื่อสาร อัจฉริยภาพด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว อัจฉริยภาพด้านมิติสัมพันธ์ อัจฉริยภาพด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ อัจฉริยภาพด้านการเข้าใจในตนเอง อัจฉริยภาพด้านการเข้าใจผู้อื่นและมนุษยสัมพันธ์ อัจฉริยภาพด้านธรรมชาติ และอัจฉริยภาพด้านดนตรี
สมองของคนเรามีน้ำหนักเท่ากับร้อยละ 2 ของน้ำหนักร่างกายโดยสมองใช้ออกซิเจนร้อยละ 25 หรือ 1 ใน 4 ของการใช้ออกซิเจนในร่างกายทั้งหมด
สิ่งที่วนิษาพูดทำให้แปลกใจและลบความเชื่อหรือความรู้เก่าเกี่ยวกับสมองไปได้เลย เพราะอัจฉริยภาพของคนไม่ได้อยู่ที่เซลล์สมอง ไม่ได้อยู่ที่น้ำหนักสมองและไม่ได้อยู่ที่รอยหยักของสมอง แต่อยู่ที่เส้นใยสมองและไมยีลินหรือไขมันสมองมาห่อหุ้ม เนื่องจากเซลล์สมองตายไปทุกวัน แต่จะมีการสร้างเส้นใยสมองใหม่ๆ เกิดขึ้นโดยการทำซ้ำๆ กัน
ดังนั้น อัจฉริยภาพสร้างได้โดยการทำซ้ำๆ กันนั่นเอง เช่น หากเล่นเปียโนไม่เป็น แต่ถ้าฝึกทุกวันเป็นเวลา 2 ปี ก็จะเป็นคนใหม่ที่เป็นอัจฉริยภาพด้านเปียโนได้
อย่างไรก็ตาม คนที่มีเส้นใยสมองมากที่สุดไม่ได้เป็นคนที่ฉลาดที่สุดเพราะสมองมีเนื้อที่จำกัดในการเก็บเส้นใยสมอง สมองจึงมีการ "รีดทิ้ง" เส้นใยสมองในส่วนที่ไม่จำเป็นต้องใช้ในเวลานั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่าเด็กแรกเกิดมีเส้นใยสมองมากที่สุด เมื่อเทียบกับเด็กคนเดียวกันในอายุ 6 ขวบ และ 14 ปีและยิ่งโตขึ้นเส้นใยสมองยิ่งน้อยลง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะโง่กว่าเดิม นั่นเป็นเพราะว่าสมองมีการจัดเก็บและมีแบบแผนในการเก็บเส้นใยสมอง
อัจฉริยภาพทั้ง 8 ด้าน วนิษาเขียนไว้อย่างน่าอ่านและเข้าใจง่าย ไม่ใช่หนังสือแบบวิทยาศาสตร์หรือแบบเรียนหนักๆ แต่คนทั่วไปอ่านสนุกพร้อมๆ กับได้เคล็ดลับต่างๆ ที่จะช่วยพัฒนาทักษะด้านต่างๆ
06 ธันวาคม 2554
05 ตุลาคม 2554
มีคนถามว่า "คุณมีประสบการณ์อย่างไรเกี่ยวกับคนพิการ"
หากประสบการณ์ คือสิ่งต่างๆ ที่เราเผชิญมาในอดีต คำตอบของคำถามง่าย ๆ
ประสบการณ์ คือ ดิฉันเป็นคนพิการค่ะ
แต่ถ้าถามว่า คุณเคยทำงาน หรือ องค์กรการกุศลใดที่เอื้อประโยชน์กับคนพิการบ้างไหม
คำตอบคือ เคย ถึงไม่ว่าจะไม่เต็มตัว แต่ ก็พยายามทำด้วยใจ แม้จะไม่มีเวลาให้เต็มร้อย แต่ก็ทำทุกอย่างด้วยใจ ขอเพียงมีโอกาสเท่านั้น
อย่าง งาน ของArt for All ที่เคยเข้าไปทำข่าว ที่จ.พะเยาเมื่อหลายปีก่อน เป็นประสบการณ์ที่มีค่ามาก ในการเรียนรู้ ขั้นตอน แบบอย่าง กระบวนการทำงาน และ ได้มีโอกาสพูดคุย กับ ผู้ทรงคุณวุฒิ วัยวุฒิ มากมาย ทุกๆคน ทุกท่าน ทำงานด้วยจิตอาสา มีความสุขกับการให้ เป็นไปได้ ดิฉันจะกลับไปทำอีก อยากให้กิจกรรม ของArt for All ดำรงอยู่ เพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ร่วมกัน
แต่ ในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับ คนพิการ ก็น่าจะเป็น การเป็นครูอาสาให้กับโรงเรียน สันทราย อ.แม่สาย จ.เชียงรายเมื่อหลายปีก่อน ถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ดิฉัน ก็ภูมิใจและมีความสุขที่ได้ทำประโยชน์แก่สังคม ได้ถ่ายทอดได้แบ่งปัน ความรู้ และปลูกฝัง ทัศนคติอันดีแก่เด็กและเยาวชน ถึงแม้ว่า จะไม่ได้ทำงานด้านการศึกษาเต็มตัว แต่ดิฉัน ก็ยังหวังใจว่า ถ้ามีโอกาสเมื่อไรอีก ดิฉัน ก็จะทำให้สังคมนี้ มีอะไรดีๆ เกิดขึ้น
ล่าสุด ดิฉัน ได้พูดคุย กับเพื่อนรักที่สุดของดิฉัน คือ เอริ์ธ ณธกมล รุ่งทิม เพื่อนที่ดิฉันรักมากที่สุด และ เป็นเพื่อน ที่เป็นขวัญและกำลังใจ เป็นผู้ให้และผู้แนะนำที่ดีเยี่ยม เป็นคนที่มีกำลังใจ และ กำลังสติปัญญาที่เป็นเลิศ เอริ์ธเป็นคนพิการ ที่มีหัวใจ เข้มแข็งเกินร้อย และ เราก็มีแนวคิดเดียวกัน ที่อยากปลุกหัวใจ เพื่อนคนพิการอื่นๆ ที่หลับไหล ให้ตื่นขึ้นมารับเช้าวันใหม่ ด้วยหัวใจ ที่แช่มชื่น มากกว่า ปิดขังตัวเองอยู่แต่ในห้อง ไม่ยอมพบปะผู้คนและมีทัศนคติที่ไม่ดีกับตัวเอง กับ ความพิการา เราเคยพยายามปรุงระดมความคิด และ ปัญญา กับเพื่อนๆ คนพิการด้วยกัน ให้เขาออกมาทำงาน และ หากิจกรรม ทำร่วมกัน ในทางสร้างสรรค์ แต่ หลายครอบครัว ก็ยังไม่ให้การสนับสนุนหรือเปิดใจเท่าใดนัก มักจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "พิการอย่างนี้ จะไปทำอะไรได้" หรือ " อย่าทำอะไรเลย ลำบากสังขารเปล่าๆ" หรือ ถ้อยคำใดๆ ก็ตาม ที่เป็นการแสดงความรักให้กับคนพิการแบบผิด ทำไมเราไม่คิดสร้างกำลังใจ และ เริ่มต้นชีวิตใหม่ให้กับตัวเอง ดิฉันเคยคุยกับเอริ์ธว่า ถึงแม้ว่าเราจะพิการ แต่เราก็ไม่คิดงอมืองอเท้า หรือ ขี้เกียจสันหลังยาว ไม่เคยคิดเบียดเบียนสังคม ไม่เคยเรียกร้องว่าสังคมต้องให้อะไรเรา แต่เราเองต่างหาก ที่ต้องคิดว่าจะให้อะไรสังคมบ้าง ประสบการณ์ชีวิตของเรานี่แหละ ที่สำคัญ ถ้าเรามีโอกาสได้ถ่่ายทอด ประสบการณ์ และแบ่งปันความคิดดีๆ ให้กันและ ปรับเปลี่ยน ความคิดในทางลบของผู้คน เสียใหม่ ความพิการ ก็ไม่เป็นอุปสรรคในดำเนินชีวิตอย่างมีสันติสุข และ มีความสุข เป้าหมายของเรา คือ ทำอย่างไร ให้คนพิการ มีหัวใจที่ไม่พิการ ทำอย่างไร ที่จะทำให้ความพิการเป็นพลังพิเศษที่จะให้สังคมดีขึ้น ทำอย่างไร ที่จะให้ คนพิการ ครอบครัว ของคนพิการ และ คนในสังคม มีมุมมองเกี่ยวกับคนพิการที่สร้างสรรค์มากขึ้น ทำอย่างไร ที่จะให้คนพิการ ยื่นหยัดอยู่ในสังคม นี้ ด้วยหัวใจที่เข้มแข็ง และมีชีวิตที่มั่นคง
คนๆ เดียวไม่สามารถทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างสำเร็จได้ สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ต้องมีเพื่อน ร่วมอุดมการณ์มาสานต่อ เพิ่มเติมและสนับสนุนเอื้อประโยชน์เพื่อทำคุณให้สังคมร่วมกัน ทุกสิ่งจึงจะสำเร็จได้
หากองค์กรการกุศล หรือ หน่วยงานคนพิการใดๆ มีพันธกิจ และ วัตถุประสงค์ช่วยเหลือคนพิการ พัฒนาสังคม ขอให้ติดต่อดิฉันได้ที่ Poymumj@gmail.com,apgcm08@gmail.com หรือโทรศัพท์สอบถามกันได้ที่ 086-9191110 เราอยู่ในสังคมเดียวกัน คุณอาจจะมีภารกิจ และ ต้องรับผิดชอบในหน้าที่การงานประจำของคุณอยู่ แล้ว ก้ไม่เห็นมีอะไรเป็นอุปสรรค ที่เราจะสร้างโอกาส สร้างชีวิต และ เป็นกำลังใจให้กับเพื่อน ในสังคมนี้ด้วยกัน จัดสรรเวลาของคุณให้พร้อมแล้วเรามาช่วยกันทำสังคมนี้ให้น่าอยู่่ และมาทำตัวให้มีค่าที่อยู่ในสังคมนี้อย่างเต็มภาคภูมิ
ประสบการณ์ คือ ดิฉันเป็นคนพิการค่ะ
แต่ถ้าถามว่า คุณเคยทำงาน หรือ องค์กรการกุศลใดที่เอื้อประโยชน์กับคนพิการบ้างไหม
คำตอบคือ เคย ถึงไม่ว่าจะไม่เต็มตัว แต่ ก็พยายามทำด้วยใจ แม้จะไม่มีเวลาให้เต็มร้อย แต่ก็ทำทุกอย่างด้วยใจ ขอเพียงมีโอกาสเท่านั้น
อย่าง งาน ของArt for All ที่เคยเข้าไปทำข่าว ที่จ.พะเยาเมื่อหลายปีก่อน เป็นประสบการณ์ที่มีค่ามาก ในการเรียนรู้ ขั้นตอน แบบอย่าง กระบวนการทำงาน และ ได้มีโอกาสพูดคุย กับ ผู้ทรงคุณวุฒิ วัยวุฒิ มากมาย ทุกๆคน ทุกท่าน ทำงานด้วยจิตอาสา มีความสุขกับการให้ เป็นไปได้ ดิฉันจะกลับไปทำอีก อยากให้กิจกรรม ของArt for All ดำรงอยู่ เพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ร่วมกัน
แต่ ในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับ คนพิการ ก็น่าจะเป็น การเป็นครูอาสาให้กับโรงเรียน สันทราย อ.แม่สาย จ.เชียงรายเมื่อหลายปีก่อน ถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ดิฉัน ก็ภูมิใจและมีความสุขที่ได้ทำประโยชน์แก่สังคม ได้ถ่ายทอดได้แบ่งปัน ความรู้ และปลูกฝัง ทัศนคติอันดีแก่เด็กและเยาวชน ถึงแม้ว่า จะไม่ได้ทำงานด้านการศึกษาเต็มตัว แต่ดิฉัน ก็ยังหวังใจว่า ถ้ามีโอกาสเมื่อไรอีก ดิฉัน ก็จะทำให้สังคมนี้ มีอะไรดีๆ เกิดขึ้น
ล่าสุด ดิฉัน ได้พูดคุย กับเพื่อนรักที่สุดของดิฉัน คือ เอริ์ธ ณธกมล รุ่งทิม เพื่อนที่ดิฉันรักมากที่สุด และ เป็นเพื่อน ที่เป็นขวัญและกำลังใจ เป็นผู้ให้และผู้แนะนำที่ดีเยี่ยม เป็นคนที่มีกำลังใจ และ กำลังสติปัญญาที่เป็นเลิศ เอริ์ธเป็นคนพิการ ที่มีหัวใจ เข้มแข็งเกินร้อย และ เราก็มีแนวคิดเดียวกัน ที่อยากปลุกหัวใจ เพื่อนคนพิการอื่นๆ ที่หลับไหล ให้ตื่นขึ้นมารับเช้าวันใหม่ ด้วยหัวใจ ที่แช่มชื่น มากกว่า ปิดขังตัวเองอยู่แต่ในห้อง ไม่ยอมพบปะผู้คนและมีทัศนคติที่ไม่ดีกับตัวเอง กับ ความพิการา เราเคยพยายามปรุงระดมความคิด และ ปัญญา กับเพื่อนๆ คนพิการด้วยกัน ให้เขาออกมาทำงาน และ หากิจกรรม ทำร่วมกัน ในทางสร้างสรรค์ แต่ หลายครอบครัว ก็ยังไม่ให้การสนับสนุนหรือเปิดใจเท่าใดนัก มักจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "พิการอย่างนี้ จะไปทำอะไรได้" หรือ " อย่าทำอะไรเลย ลำบากสังขารเปล่าๆ" หรือ ถ้อยคำใดๆ ก็ตาม ที่เป็นการแสดงความรักให้กับคนพิการแบบผิด ทำไมเราไม่คิดสร้างกำลังใจ และ เริ่มต้นชีวิตใหม่ให้กับตัวเอง ดิฉันเคยคุยกับเอริ์ธว่า ถึงแม้ว่าเราจะพิการ แต่เราก็ไม่คิดงอมืองอเท้า หรือ ขี้เกียจสันหลังยาว ไม่เคยคิดเบียดเบียนสังคม ไม่เคยเรียกร้องว่าสังคมต้องให้อะไรเรา แต่เราเองต่างหาก ที่ต้องคิดว่าจะให้อะไรสังคมบ้าง ประสบการณ์ชีวิตของเรานี่แหละ ที่สำคัญ ถ้าเรามีโอกาสได้ถ่่ายทอด ประสบการณ์ และแบ่งปันความคิดดีๆ ให้กันและ ปรับเปลี่ยน ความคิดในทางลบของผู้คน เสียใหม่ ความพิการ ก็ไม่เป็นอุปสรรคในดำเนินชีวิตอย่างมีสันติสุข และ มีความสุข เป้าหมายของเรา คือ ทำอย่างไร ให้คนพิการ มีหัวใจที่ไม่พิการ ทำอย่างไร ที่จะทำให้ความพิการเป็นพลังพิเศษที่จะให้สังคมดีขึ้น ทำอย่างไร ที่จะให้ คนพิการ ครอบครัว ของคนพิการ และ คนในสังคม มีมุมมองเกี่ยวกับคนพิการที่สร้างสรรค์มากขึ้น ทำอย่างไร ที่จะให้คนพิการ ยื่นหยัดอยู่ในสังคม นี้ ด้วยหัวใจที่เข้มแข็ง และมีชีวิตที่มั่นคง
คนๆ เดียวไม่สามารถทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างสำเร็จได้ สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ต้องมีเพื่อน ร่วมอุดมการณ์มาสานต่อ เพิ่มเติมและสนับสนุนเอื้อประโยชน์เพื่อทำคุณให้สังคมร่วมกัน ทุกสิ่งจึงจะสำเร็จได้
หากองค์กรการกุศล หรือ หน่วยงานคนพิการใดๆ มีพันธกิจ และ วัตถุประสงค์ช่วยเหลือคนพิการ พัฒนาสังคม ขอให้ติดต่อดิฉันได้ที่ Poymumj@gmail.com,apgcm08@gmail.com หรือโทรศัพท์สอบถามกันได้ที่ 086-9191110 เราอยู่ในสังคมเดียวกัน คุณอาจจะมีภารกิจ และ ต้องรับผิดชอบในหน้าที่การงานประจำของคุณอยู่ แล้ว ก้ไม่เห็นมีอะไรเป็นอุปสรรค ที่เราจะสร้างโอกาส สร้างชีวิต และ เป็นกำลังใจให้กับเพื่อน ในสังคมนี้ด้วยกัน จัดสรรเวลาของคุณให้พร้อมแล้วเรามาช่วยกันทำสังคมนี้ให้น่าอยู่่ และมาทำตัวให้มีค่าที่อยู่ในสังคมนี้อย่างเต็มภาคภูมิ
ชีวิตใหม่สดทุกเช้า
เราตื่นนอนมาด้วยความรู้สึกอย่างไร เหมือน หรือ แตกต่างกันแค่ไหนในแต่ละวัน
สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตเราคืออะไร เราคือใครในสังคมนี้ และเรามีเป้าหมายอะไรในวันข้างหน้า
จะมีค่าแค่ไหน ถ้าเรารู้จักให้ และ แบ่งปัน คุณเชื่อเรื่องธรรมชาติย้อนกลับไหม ย้อนกลับอย่างไร
อย่างเช่่น ง่าย ตื่นเช้ามาคุณอยากสดชื่่นแจ่มใส อยากเห็นรอยยิ้มทักทาย ของคนที่คุณรัก ของคนรอบข้างยามเช้า เริ่มจากการ ตื่นนอน เข้าห้องน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน มองตัวเองในกระจก (คุณเคยยิ้มให้ตัวเองบ้างหรือเปล่า หรือคุณทำหน้าง่วงแล้วพร่ำบ่นอยู่ในใจ ถึงภาระ อันแสนเหนื่อยหน่าย ออกไปอย่างไรกลับมาอย่างนั้น มันเป็นธรรมชาติย้อนกลับ ที่คุณให้แล้วคุณจะได้รับ เช่นกัน ทุกเรื่อง ยิ่งคุณรับมากเท่าไร และยิ่งใจคุณไม่คิดให้ใครเท่าไร เห็นแก่ตัวเท่าไร ในไม่ช้าผลลัพท์ ก็คือ คุณจะถูกริบไปจากทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณได้มาโดยไม่แบ่งปันใคร
อยากให้คนทำดีกับเรา แล้วเราทำดีกับใครบ้างไหม อยากให้คนอื่นใส่ใจในตัวเรา แล้วถามสักคำ แล้วเราเคยใส่ใจใครบ้างหรือเปล่า วันๆ หนึ่ง เราเคยทบทวนตัวเองถึงการกระทำและสิ่งที่เกิดขึ้น ในแต่ละวันบ้างหรือไม่ หรือ ปล่อยลมหายใจเข้าออกไปตามกรรม ทำทุกอย่างตามใจ อย่างไรเป้าหมาย แบบตายไปไม่มีใครเห็นค่า ไม่มีใครคิดระลึก อาลัยอาวรณ์ ถามสั้นๆ "เราทำชีวิตให้มีค่า พอหรือยัง" .....................................................................เราต้องทบทวน..........................................................บทเรียนชีวิตทุกวันเวลา และจะพบว่า คำตอบของชีวิตในทุกปัญหามีคำตอบ มีทางไป และวิธีแก้ไขเสมอ
สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตเราคืออะไร เราคือใครในสังคมนี้ และเรามีเป้าหมายอะไรในวันข้างหน้า
จะมีค่าแค่ไหน ถ้าเรารู้จักให้ และ แบ่งปัน คุณเชื่อเรื่องธรรมชาติย้อนกลับไหม ย้อนกลับอย่างไร
อย่างเช่่น ง่าย ตื่นเช้ามาคุณอยากสดชื่่นแจ่มใส อยากเห็นรอยยิ้มทักทาย ของคนที่คุณรัก ของคนรอบข้างยามเช้า เริ่มจากการ ตื่นนอน เข้าห้องน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน มองตัวเองในกระจก (คุณเคยยิ้มให้ตัวเองบ้างหรือเปล่า หรือคุณทำหน้าง่วงแล้วพร่ำบ่นอยู่ในใจ ถึงภาระ อันแสนเหนื่อยหน่าย ออกไปอย่างไรกลับมาอย่างนั้น มันเป็นธรรมชาติย้อนกลับ ที่คุณให้แล้วคุณจะได้รับ เช่นกัน ทุกเรื่อง ยิ่งคุณรับมากเท่าไร และยิ่งใจคุณไม่คิดให้ใครเท่าไร เห็นแก่ตัวเท่าไร ในไม่ช้าผลลัพท์ ก็คือ คุณจะถูกริบไปจากทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณได้มาโดยไม่แบ่งปันใคร
อยากให้คนทำดีกับเรา แล้วเราทำดีกับใครบ้างไหม อยากให้คนอื่นใส่ใจในตัวเรา แล้วถามสักคำ แล้วเราเคยใส่ใจใครบ้างหรือเปล่า วันๆ หนึ่ง เราเคยทบทวนตัวเองถึงการกระทำและสิ่งที่เกิดขึ้น ในแต่ละวันบ้างหรือไม่ หรือ ปล่อยลมหายใจเข้าออกไปตามกรรม ทำทุกอย่างตามใจ อย่างไรเป้าหมาย แบบตายไปไม่มีใครเห็นค่า ไม่มีใครคิดระลึก อาลัยอาวรณ์ ถามสั้นๆ "เราทำชีวิตให้มีค่า พอหรือยัง" .....................................................................เราต้องทบทวน..........................................................บทเรียนชีวิตทุกวันเวลา และจะพบว่า คำตอบของชีวิตในทุกปัญหามีคำตอบ มีทางไป และวิธีแก้ไขเสมอ
11 มกราคม 2554
09 มกราคม 2554
06 มกราคม 2554
ขาเทียมข้างใหม่ ที่ไม่ใช่แค่ฝัน
ตอนนี้ ปอยได้มัดจำการสั่งซื้อ ขาเทียม กับ OTTO B แล้วล่ะ
ดีใจที่ไม่ถึงแสน นะเนี่ย เฮ้อ มิงั้นคงไม่มีทางเป็นไปได้แน่ๆ
คาดว่า จะต้องไปทำหลังจากงานซาลงบ้างแล้ว หลังสงกรานต์ปี นี้
ดีใจจังเลย ก่อนอื่น ต้องรีบเตรียมค่าเดินทาง กับ วางแผนลางานไปทำขาซะแล้ว
ดีใจที่ไม่ถึงแสน นะเนี่ย เฮ้อ มิงั้นคงไม่มีทางเป็นไปได้แน่ๆ
คาดว่า จะต้องไปทำหลังจากงานซาลงบ้างแล้ว หลังสงกรานต์ปี นี้
ดีใจจังเลย ก่อนอื่น ต้องรีบเตรียมค่าเดินทาง กับ วางแผนลางานไปทำขาซะแล้ว
10 ธันวาคม 2553
ทบทวน ชีวิต ด้วยเวลาว่าง ที่เพิ่งจะหาได้ แค่ เสี้ยววัน ที่ลาหยุด จากงานประจำ 2วัน
หากมองว่า ความพิการเป็นอุปสรรค อุปสรรค ที่เผชิญอยู่ ก็คือความไม่สะดวกสบาย ไม่คล่องแคล่วว่องไว กว่า ความปกติ แน่นอน จากชีวิตทีีแปรผันจากคนที่มีร่างกายปกติ มาสู่ บทบาทใหม่ นั้น คือ คนพิการ อุปสรรค ที่ได้รับ คือ กายอุุปกรณ์ไม่อำนวย ก็เท่านั้น
ส่วนปัญหาอื่น ๆ ที่พบจากดำรงชีวิต ก็ไม่แตกต่าง จาก คนอื่นท้่วไปสักเท่าไร
ดิ้นรนเหมือนกัน เหนื่อยเหมือนกัน ทำงานเหมือนกัน มีบทบาทหน้าที่ คล้ายๆ กัน ทั้งนั้้น
แต่จะไม่เหมือนกันตรงที่ว่า ใคร จะเริ่ม หรือ จะเลิก ที่จะคิด ที่จะทำอะไรต่อไปเท่านั้นเอง
ส่วนตัว ก็คิดแต่ไม่คาดหวัง มากมาย นัก คิดตอนนี้มีเพียงว่า ในแต่ละวัน เราเผชิญกับอะไร
คิดและแก้ไขมันไปได้อย่างไร มีความผิดพลาด บกพร่องใดบ้าง ที่ต้องแก้ไข ไตร่ตรองปรับปรุงกันไป
ไม่ดี ถ้าเริ่มต้นใหม่ ก็ให้โอกาสตัวเองที่จะแก้ไข พยายามอย่าแก้ตัวให้มากจนเห็นแก่ตัวจนเกินไป
รักครอบครัวให้มาก ทำหน้าที่สมาชิกในครอบครัวให้ดีกว่าที่เป็น ใส่ใจคนใกล้ตัวให้มากกว่าเดิม
คนไกลตัว ที่ไม่ใช่ครอบครัว ก็เอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง เห็นใจกันบ้าง มองส่วนดีของคนอื่นให้มาก
แล้ว ก็ก้าวต่อไปเรื่อยๆ อย่าวาดฝันอนาคต เหมือนคนกินลมกินแล้ง
เพราะทุกวัน ก็มีอุปสรรค ประจำวันของมันอยู่แล้ว อย่าเอา ปัญหาอื่น ที่คิดเพ้อเจ้อ มาสร้างปัญหาให้หัวใจตัวเองว้าวุ่นอีกเลยจะดีกว่า ปล่อยไปบ้าง วางไว้บ้างก็ดี
วันนี้ คิดได้แค่นี้ แหละ นะเรา
พรุ่งนี้ ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของพรุ่งนี้เถอะ
ส่วนปัญหาอื่น ๆ ที่พบจากดำรงชีวิต ก็ไม่แตกต่าง จาก คนอื่นท้่วไปสักเท่าไร
ดิ้นรนเหมือนกัน เหนื่อยเหมือนกัน ทำงานเหมือนกัน มีบทบาทหน้าที่ คล้ายๆ กัน ทั้งนั้้น
แต่จะไม่เหมือนกันตรงที่ว่า ใคร จะเริ่ม หรือ จะเลิก ที่จะคิด ที่จะทำอะไรต่อไปเท่านั้นเอง
ส่วนตัว ก็คิดแต่ไม่คาดหวัง มากมาย นัก คิดตอนนี้มีเพียงว่า ในแต่ละวัน เราเผชิญกับอะไร
คิดและแก้ไขมันไปได้อย่างไร มีความผิดพลาด บกพร่องใดบ้าง ที่ต้องแก้ไข ไตร่ตรองปรับปรุงกันไป
ไม่ดี ถ้าเริ่มต้นใหม่ ก็ให้โอกาสตัวเองที่จะแก้ไข พยายามอย่าแก้ตัวให้มากจนเห็นแก่ตัวจนเกินไป
รักครอบครัวให้มาก ทำหน้าที่สมาชิกในครอบครัวให้ดีกว่าที่เป็น ใส่ใจคนใกล้ตัวให้มากกว่าเดิม
คนไกลตัว ที่ไม่ใช่ครอบครัว ก็เอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง เห็นใจกันบ้าง มองส่วนดีของคนอื่นให้มาก
แล้ว ก็ก้าวต่อไปเรื่อยๆ อย่าวาดฝันอนาคต เหมือนคนกินลมกินแล้ง
เพราะทุกวัน ก็มีอุปสรรค ประจำวันของมันอยู่แล้ว อย่าเอา ปัญหาอื่น ที่คิดเพ้อเจ้อ มาสร้างปัญหาให้หัวใจตัวเองว้าวุ่นอีกเลยจะดีกว่า ปล่อยไปบ้าง วางไว้บ้างก็ดี
วันนี้ คิดได้แค่นี้ แหละ นะเรา
พรุ่งนี้ ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของพรุ่งนี้เถอะ
06 ธันวาคม 2553
ขาเทียมข้างละแสน
แสนแพง แสนดี แสนไกล เกินเอื้อม
แสนเก่ง แสนเจ๋ง แต่เซ็ง จะหาเงินไหน
แสน จะแพง แสนจะดี แสนจะเจ๋ง
แต่ไม่เฮงเกิดมาจน ไม่มีเงินก้อนมาซื้อมัน
กะขาเทียมข้างละแสน แสนเป็นไปได้ยาก ที่จะเอื้อมมา เป็นขาเรา
เฮ้อออออออออออออออออออออออออออ เศร้าาาาาาาาาาาาาาาาาาา
otto
แสนเก่ง แสนเจ๋ง แต่เซ็ง จะหาเงินไหน
แสน จะแพง แสนจะดี แสนจะเจ๋ง
แต่ไม่เฮงเกิดมาจน ไม่มีเงินก้อนมาซื้อมัน
กะขาเทียมข้างละแสน แสนเป็นไปได้ยาก ที่จะเอื้อมมา เป็นขาเรา
เฮ้อออออออออออออออออออออออออออ เศร้าาาาาาาาาาาาาาาาาาา
otto
05 พฤศจิกายน 2553
จาก พระดำรัสของพระเจ้า "จงมองส่วนดีของเขาเสมอ และ ไม่จดจำความผิดของผู้อื่น"
วานนี้ วันศุกร์ที่ 5 พ.ย. 53 ปอยได้รับบทเรียน ชีวิตอีกครั้ง ในการเผชิญกับปัญหา (ที่ไม่คิดว่า มันจะเป็นเรื่อง)จริงไม่อยากเท้าความถึง แต่มีประโยคหนึ่ง ก้องอยู่ในใจว่า "จงให้อภัย และไม่จดจำความผิดของผู้อื่น" และประโยคสุดท้าย "จงมองส่วนดีของผู้อื่นและคิดว่าผู้อื่นดีกว่าตนเสมอ"
พระดำรัสของพระเจ้า ที่ให้ปลอบประโลมจิตใจ หัวใจอันแสนหยาบกร้าน ให้เนียนนุ่มขึ้นเยอะทีเดียว
ที่ปอยรู้สึกอย่างนั้น เพราะว่า ถ้าเป็นเมื่อก่อน ปอยคง เสียใจ โกรธ มากมายกว่านี้ ใจปอยคงแย่กว่านี้แน่ๆ
ก่อนจะนอน ปอยก็คิดได้อีกว่า พระเจ้าตรัสว่า อย่าโกรธอะไรให้ใคร จนเลยตะวันขึ้นอีกวัน และนี้ก็เช้าวันใหม่
ในคำอธิษฐาน ตามแบบที่พระเจ้าสอนว่า " ข้าแต่พระบิดาแห่งข้าพระองค์ทั้งหลายที่ทรงสถิตในสวรรค์ ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่ ขอให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์ในสวรรรค์เป็นอย่างไร ขอให้เป็นอย่างนั้นในแผ่นดินโลก ขอทรงโปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย และทรงโปรดยกบาปผิดของข้าพระองค์ เหมือนอย่างที่ข้าพระองค์ได้ยกโทษผู้ที่ทำผิดต่อข้าพระองค์นั้น ขอโปรดอย่านำข้าพระองค์เข้าไปในการทดลองแต่ขอให้พ้นจากซึ่งชั่วร้ายเหตุว่าราชอำนาจ ฤทธิ์เดชเป็นของพระองค์สืบๆ ไปเป็นนิตย์ อาเมน"
ปอยคิดว่าสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้เกิดกับเราท่ี่สุด คือ "สันติสุข"
แล้วสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตประจำวัน ก็คือ อาหาร
และสิ่งที่เราต้องยึดมั่นในการดำรงชีวิตอยู่กับผู้อื่น ให้อภัย
นี่แหละ อีกสิ่งที่พระเจ้าประทาน แล้ว ใจปอยเพิ่งตระหนัก และคิดได้ ยิ่งเราติดสนิทกับพระเจ้ามากเท่าไร รักพระองค์ด้วยสุดจิตสุดใจ เฝ้าเดี่ยวด้วยใจสัตย์ซื่อ และ ไม่หลงไปกับทางของโลก ทุกอย่างก้าวของเราก็จะมีพระองค์ทรงเคียงข้าง พระเจ้าสถิตอยู่ในเรา แต่จิตวิญญาณของเราจะเติบโตหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราสัตย์ และมั่นคงกับพระองค์เพียงใด ความเชื่อที่ตั้งอยู่บนศิลา ก็ เจริญยิ่งกว่า ความเชื่อที่ตั้งอยู่บนหาดทราย และ ใจหวั่นไหว พัดไปมา ตามมรสุมชีวิต ....................เมื่อเราก็ตามที่เรา หลงลืมพระเจ้า จิตใจเราก็จะหลงไปในความมืด ขอให้ความสว่าง อยู่กับท่านเสมอไป ............อธิษฐานในพระนามพระเยซูคริสต์เจ้า เอเมน
พระดำรัสของพระเจ้า ที่ให้ปลอบประโลมจิตใจ หัวใจอันแสนหยาบกร้าน ให้เนียนนุ่มขึ้นเยอะทีเดียว
ที่ปอยรู้สึกอย่างนั้น เพราะว่า ถ้าเป็นเมื่อก่อน ปอยคง เสียใจ โกรธ มากมายกว่านี้ ใจปอยคงแย่กว่านี้แน่ๆ
ก่อนจะนอน ปอยก็คิดได้อีกว่า พระเจ้าตรัสว่า อย่าโกรธอะไรให้ใคร จนเลยตะวันขึ้นอีกวัน และนี้ก็เช้าวันใหม่
ในคำอธิษฐาน ตามแบบที่พระเจ้าสอนว่า " ข้าแต่พระบิดาแห่งข้าพระองค์ทั้งหลายที่ทรงสถิตในสวรรค์ ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่ ขอให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์ในสวรรรค์เป็นอย่างไร ขอให้เป็นอย่างนั้นในแผ่นดินโลก ขอทรงโปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย และทรงโปรดยกบาปผิดของข้าพระองค์ เหมือนอย่างที่ข้าพระองค์ได้ยกโทษผู้ที่ทำผิดต่อข้าพระองค์นั้น ขอโปรดอย่านำข้าพระองค์เข้าไปในการทดลองแต่ขอให้พ้นจากซึ่งชั่วร้ายเหตุว่าราชอำนาจ ฤทธิ์เดชเป็นของพระองค์สืบๆ ไปเป็นนิตย์ อาเมน"
ปอยคิดว่าสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้เกิดกับเราท่ี่สุด คือ "สันติสุข"
แล้วสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตประจำวัน ก็คือ อาหาร
และสิ่งที่เราต้องยึดมั่นในการดำรงชีวิตอยู่กับผู้อื่น ให้อภัย
นี่แหละ อีกสิ่งที่พระเจ้าประทาน แล้ว ใจปอยเพิ่งตระหนัก และคิดได้ ยิ่งเราติดสนิทกับพระเจ้ามากเท่าไร รักพระองค์ด้วยสุดจิตสุดใจ เฝ้าเดี่ยวด้วยใจสัตย์ซื่อ และ ไม่หลงไปกับทางของโลก ทุกอย่างก้าวของเราก็จะมีพระองค์ทรงเคียงข้าง พระเจ้าสถิตอยู่ในเรา แต่จิตวิญญาณของเราจะเติบโตหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราสัตย์ และมั่นคงกับพระองค์เพียงใด ความเชื่อที่ตั้งอยู่บนศิลา ก็ เจริญยิ่งกว่า ความเชื่อที่ตั้งอยู่บนหาดทราย และ ใจหวั่นไหว พัดไปมา ตามมรสุมชีวิต ....................เมื่อเราก็ตามที่เรา หลงลืมพระเจ้า จิตใจเราก็จะหลงไปในความมืด ขอให้ความสว่าง อยู่กับท่านเสมอไป ............อธิษฐานในพระนามพระเยซูคริสต์เจ้า เอเมน
13 กรกฎาคม 2553
ดิ แอร์พอร์ท กรีนเนอรี่ เป็นอาคารที่ได้รับโล่ห์รางวัล จากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน
ดิ แอร์พอร์ท กรีนเนอรี่ กรีนเซอร์วิส อพาร์ทเม้นท์
เป็นอาคารที่ได้รับโล่ห์รางวัล จากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน
เพราะ ดิ แอร์พอร์ท กรีนเนอรี่ สร้าง ขึ้นด้วยเจตนาอันดี ที่จะให้แขกผู้พัก และพนักงานทุกคน
เป็นส่วนหนึ่งในการลดภาวะโลกร้อนร่วมกัน
และเป็นองค์กร ที่มีนโยบายในการให้โอกาส คนพิการได้เข้าทำงานด้วย
คำบอกเล่า "ปอยจำวันที่ เข้าสัมภาษณ์งานที่บริษัทฯ ได้
วันนั้นปอย ถามกรรมการบริษัทฯ ถึงทัศนคติ ที่มีต่อคนพิการ
ท่านกล่าวว่า" คนพิการ มีความอดทน และความพยายามสูงกว่าคนปกติ "
เป็นทัศนคติที่ดีมาก สำหรับคนพิการ เพราะน้อยนัก จะได้ยินอย่างนี้
20 กุมภาพันธ์ 2553
เย้! เรียนจบแล้ววววววววววว
"Hello> ปี๋อ้วนก๋า น้องปอยหนา ปี่อ้วน ถ่ายฮูปฮับปริญญา 1 นิ้ว ล่ะก๋า"
" ถ่ายแล้วเจ้าน้องปอย"
" ปี่ซื้อชุดถ่าย ตั้งแต่ ปี 49 ล่ะ "
"ก๋า ปี๋อ้วน"
"น้องปอยซื้อต่อปีก้อได้หรอ บะท่าไปตัดใหม่"
"ปี่อ้วน อู้ซื่อ น้องปอย บ่อไข้มีสะตาง หนา กะจะไปถ่ายตี่ร้านถ่ายฮูป ตี่ไหนดี"
"ยืมของปี๋ก็ได้"
"แต๋ก๋า อั๊นยืมเนอะ"
"เจ้า ได้กะ ได้กะ"
"อั๊น ประมาณ วันตี่ 16 ปี๋เอาไปฮื่อ ตั๋วเน้อ"
"เจ้า"
หลายวันต่อมา...........
"น้องปอย ปี่อยู่สยามทีวี กะเดียวไปหาเน้อ"
และแล้ว ปี๋อ้วนคนงามก็มากับฮันนี่ (หวานใจ สามีชาวเยอรมัน)
"ปี๋อ้วนเจ้า ขอบคุณ ล่ะ จะได้จะหาโอกาส คืนฮือ เน้อ เจ้า"
"เจ้าๆ บ่อเป็นยัง อั๋นปี๋ไปเน้อ จะไปริมปิงต่อ"
พอบอกทางกันเสร็จ ร่ำลากันเรียบร้อย ตกเย็นก็หอบชุดครุยกลับบ้าน
วันถัดมา .....
ไปถ่ายแถวหนองหอย จ่ายไป 140 ค่ารูป 1 นิ้ว 120 กับsave file 20 บาท
และแล้วก็ได้รูปมาอย่างที่จะได้เห็นต่อไปนี้..............
" ถ่ายแล้วเจ้าน้องปอย"
" ปี่ซื้อชุดถ่าย ตั้งแต่ ปี 49 ล่ะ "
"ก๋า ปี๋อ้วน"
"น้องปอยซื้อต่อปีก้อได้หรอ บะท่าไปตัดใหม่"
"ปี่อ้วน อู้ซื่อ น้องปอย บ่อไข้มีสะตาง หนา กะจะไปถ่ายตี่ร้านถ่ายฮูป ตี่ไหนดี"
"ยืมของปี๋ก็ได้"
"แต๋ก๋า อั๊นยืมเนอะ"
"เจ้า ได้กะ ได้กะ"
"อั๊น ประมาณ วันตี่ 16 ปี๋เอาไปฮื่อ ตั๋วเน้อ"
"เจ้า"
หลายวันต่อมา...........
"น้องปอย ปี่อยู่สยามทีวี กะเดียวไปหาเน้อ"
และแล้ว ปี๋อ้วนคนงามก็มากับฮันนี่ (หวานใจ สามีชาวเยอรมัน)
"ปี๋อ้วนเจ้า ขอบคุณ ล่ะ จะได้จะหาโอกาส คืนฮือ เน้อ เจ้า"
"เจ้าๆ บ่อเป็นยัง อั๋นปี๋ไปเน้อ จะไปริมปิงต่อ"
พอบอกทางกันเสร็จ ร่ำลากันเรียบร้อย ตกเย็นก็หอบชุดครุยกลับบ้าน
วันถัดมา .....
ไปถ่ายแถวหนองหอย จ่ายไป 140 ค่ารูป 1 นิ้ว 120 กับsave file 20 บาท
และแล้วก็ได้รูปมาอย่างที่จะได้เห็นต่อไปนี้..............
เพราะนั้นคู่กัน อิอิ (ใครงามกว่ากัน สรุปว่า พอพอกัน เน้อเจ้า)
ต้องขอขอบพระคุณ พี่ศรีจิต(พี่อ้วน) ที่กรุณาให้ยืมชุดครุยนะคะ
และดีใจที่เราได้อยู่รุ่นเดียวกันนะคะ
พวกเราเหล่านิเทศเขียวทอง
จะไม่ทิ้งกัน
และจะสร้างสรรค์สังคม
ให้เจริญวัฒนา
ต่อไป
19 กุมภาพันธ์ 2553
วันครบรอบแต่งงาน ปีที่ 4
เช้า วานนี้ หลังจาก ไปส่ง เจแปน(ลูกชาย)ที่โรงเรียนแล้ว ก็มีประโยคขอร้อง ออกมาจากปากสามี ดิฉันเองค่ะ ว่า
เอ่อ ... My shy but I say.
“ขอหอมหน่อย” สามี
“ทำไมหรอ วันนี้ เค้าสวยใช่ม๊า” ปอยผู้หลงตัวเอง อิอิ
“เปล่า” (จะบอกว่า ที่อยากหอมไม่ใช่เพราะ ภรรยาสวย หึ ตีความหมายได้อย่างนี้ กับคำว่าเปล่า)
“วันนี้เป็นวันครบรอบแต่งงาน 4 ปีของเรา” สามีทำหน้าลังถึงซะไม่มี (ซึ้งอ่ะซึ้ง)
“ว้าย จริงด้วย วันนี้วันที่ 18 แฮะ แฮ่ ลืมไป”, “ม่ะ ขอหอมมั้ง” อ่ะนะ
เอ่อ ... My shy but I say.
“ขอหอมหน่อย” สามี
“ทำไมหรอ วันนี้ เค้าสวยใช่ม๊า” ปอยผู้หลงตัวเอง อิอิ
“เปล่า” (จะบอกว่า ที่อยากหอมไม่ใช่เพราะ ภรรยาสวย หึ ตีความหมายได้อย่างนี้ กับคำว่าเปล่า)
“วันนี้เป็นวันครบรอบแต่งงาน 4 ปีของเรา” สามีทำหน้าลังถึงซะไม่มี (ซึ้งอ่ะซึ้ง)
“ว้าย จริงด้วย วันนี้วันที่ 18 แฮะ แฮ่ ลืมไป”, “ม่ะ ขอหอมมั้ง” อ่ะนะ
17 กุมภาพันธ์ 2553
“เรามา Defragment หัวใจ ของเราหน่อยดีไหมค่ะ”
จะสังเกตว่า บทความหลายบทความที่อยู่ในบล็อกนี้ จะกล่าวถึง “อดีต” พูดถึง “เมื่อก่อน” กล่าวถึง “ปัจจุบัน” พูดถึง “ตอนนี้” บ่อยมากๆ มันมีเหตุผลในตัวของมันเอง บทความที่ปอยเขียน ทุกบทความ เป็นเจตนาที่จะเขียน ทบทวนตัวเอง ทบทวนความคิด เป็นการทดความรู้สึก เป็นการบวกเพิ่ม และตัดออก ของความคิด ในแต่ละช่วงเวลา และการทบทวนตัวเองเหล่านี้ มักจะเป็น ยามราตรี มากกว่าเวลา กลางวัน
เพราะกลางวัน มันสาระวนอยู่กับงานที่ทำ คิวปัญหาที่ต้องจัดการ และแก้ไข จึงไม่มีสติมากพอที่จะพินิจพิจารณา วิเคราะห์ตัวเองได้มากมายนัก
คนอื่น ปอยไม่รู้ และ ก็คงเป็นเรื่องยากที่จะทำความเข้าใจคนอื่นได้
รู้แต่ว่า ตัวเอง ต้องทบทวนตัวเองทุกวัน เพื่อเป็นการ Defragment ตัวเองทุกวัน
เพราะวันๆ นึง ในสมองเราคิด จิตใจเราประมวลค่า ความรู้สึกของตัวเอง มากมาย
แต่ไม่ค่อย ได้จัดระเบียบ หัวใจ ตัวเองเท่าไร
“เรามา Defragment หัวใจ ของเราหน่อยดีไหมค่ะ”
ในระหว่างที่ Defragment หัวใจ เราก็ สแกน ไวรัส หัวใจบ้าง คัดแยกขยะในใจบ้าง สลับกันไป
เวลา Defragment จะได้ไม่นานไม่เปลืองพลังงานและเวลามากมาย
“จะได้รู้ว่า จริงๆ แล้ว ขยะในใจ เรา มีมากน้อยแค่ไหนไง”
จัดระเบียบหัวใจ แล้วจิตใจจะได้สวยงาม ไม่รกเกินไป จะได้ปลอดโปร่ง โล่ง สบ๊าย สบาย ใจ
เพราะกลางวัน มันสาระวนอยู่กับงานที่ทำ คิวปัญหาที่ต้องจัดการ และแก้ไข จึงไม่มีสติมากพอที่จะพินิจพิจารณา วิเคราะห์ตัวเองได้มากมายนัก
คนอื่น ปอยไม่รู้ และ ก็คงเป็นเรื่องยากที่จะทำความเข้าใจคนอื่นได้
รู้แต่ว่า ตัวเอง ต้องทบทวนตัวเองทุกวัน เพื่อเป็นการ Defragment ตัวเองทุกวัน
เพราะวันๆ นึง ในสมองเราคิด จิตใจเราประมวลค่า ความรู้สึกของตัวเอง มากมาย
แต่ไม่ค่อย ได้จัดระเบียบ หัวใจ ตัวเองเท่าไร
“เรามา Defragment หัวใจ ของเราหน่อยดีไหมค่ะ”
ในระหว่างที่ Defragment หัวใจ เราก็ สแกน ไวรัส หัวใจบ้าง คัดแยกขยะในใจบ้าง สลับกันไป
เวลา Defragment จะได้ไม่นานไม่เปลืองพลังงานและเวลามากมาย
“จะได้รู้ว่า จริงๆ แล้ว ขยะในใจ เรา มีมากน้อยแค่ไหนไง”
จัดระเบียบหัวใจ แล้วจิตใจจะได้สวยงาม ไม่รกเกินไป จะได้ปลอดโปร่ง โล่ง สบ๊าย สบาย ใจ
นิยามความรัก
นิยามความรักในใจ หลายคน คงไม่เหมือนกัน แต่ก็อาจคล้ายคลึงกันบ้าง แต่ก่อนคิดว่า ความรักคือการให้ คือการเสียสละ คือการให้อภัย คือ การใส่ใจดูแล ห่วงใยกัน ก่อนนั้นคิดว่า”รัก” คือความรู้สึกดีๆ ต่อมา คิดว่า “รัก” คือความคาดหวัง คิดว่ารักคือการแบ่งปัน แต่ความจริง ในวันนี้ กลับรู้ว่า จริงๆ แล้ว
“รัก” คือการอดทนนาน แต่ก่อนไม่เข้าใจ ว่าทำไมคน “รัก” กัน ถึงต้อง อดทนกันและกันมากมายขนาดนั้น ทำไมต้องอดทน ทำไม ต้องอดทนให้นาน รู้แต่ว่า ในตอนนั้น วลีหนึ่งที่ใช้บ่อย สำหรับการตัดพ้อ ต่อความรู้สึกนึกคิดที่ได้รับจากการกระทำที่ เราคิด ว่า เรา “รัก” เขา หรือว่า เรา “รัก” คนอื่น นั้นคือ วลีที่ว่า “คนที่เค้า รักกัน เค้าไม่ทำแบบนี้” เอ่ยถึง วลี ประโยคนี้ทีไร “น้ำตามันจะไหล” เพราะตอนนั้นรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ รู้สึกว่า “คนที่เค้า รักกัน เค้าไม่ทำแบบนั้น แบบนี้ อย่างนั้น อย่างนี้
แต่เชื่อไหม ตอนนี้ ปอยกลับรู้สึกว่า “รัก” คือ การอดทนนาน คือ เชื่อในส่วนดีของเค้า ไม่ต้องสนใจว่า เค้าจะไม่ดีอย่างไร ทำอะไรกับเราบ้าง ไม่ต้องสนใจ ว่าเค้า จะทำอย่างนั้น อย่างนี้ รู้แต่ว่า “รัก” และเชื่อในส่วนดีของกันและกันเสมอ
แล้ว “รัก” ครั้งใหม่และตลอดไป ก็คือ “รักที่ไม่ต้องฝืนใจที่จะทน หรือ ข่มใจ ให้อดทน แต่ ทนได้ทุกอย่าง ก็เพราะ “รัก”
ไม่ใช่ “รัก” จึงทน แต่ทนได้เพราะ “รัก” เพราะ “รัก” จริงๆ ไม่ใช่ “รัก” อย่างที่ โลกรัก แต่รัก ในแบบที่พระเจ้าทรงสร้าง
เมื่อก่อน ก็ไม่เข้าใจ อีกนั้นแหละ ว่าทำไม จึงมีคำกล่าวที่ว่า “พระเจ้าเป็นความรัก” ไม่เข้าใจนะ เพราะตอนนั้นคิดว่า ประโยคนี้ น่าจะหมายความถึง การนำความรักเป็นใหญ่ แต่ จริงๆ ในใจตอนนี้ สัมผัสได้เลยว่า ” พระเจ้าเป็นความรัก “
ไม่ใช่ “ความรักเป็นพระเจ้า”นะ มันไม่เหมือนกัน จริงๆ พระเจ้าเป็นความรัก ไม่ใช่ ความรักเป็นพระเจ้า
“รัก” ในแบบที่ พระเจ้ารักเรา
“รัก” และอดทนนาน อย่างที่พระเจ้าอดทนกับเรา
“รัก” ที่เชื่อในส่วนดีของผู้อื่น เสมอ รวมถึง “รัก” ตัวเองด้วย
“รัก” ให้เป็น รักของพระเจ้าชอบธรรม เสมอ และไม่ลำเอียงเลย
“รัก” ของพระเจ้าใหญ่ยิ่ง เกิน คำอธิบายได้ (ปอยคงอธิบาย หรือ ให้คำนิยาม ของ พระเจ้าคงไม่หมดในวันเดียวแน่ และ ปอยก็คงไม่อาจหาญที่ จะ ทำให้คุณ หรือ ใครที่อ่าน ถ้อยคำเหล่านี้ แล้ว เชื่อ เชื่ออย่างที่ปอยเชื่อ คิดอย่างที่ปอยคิดได้หรอ เพราะ “รัก” ของพระเจ้านี้ อยู่ที่ ว่า “ใจ” ใครจะรับเอาไว้หรือไม่ เท่านั้น จริงๆๆ
“รัก” คือการอดทนนาน แต่ก่อนไม่เข้าใจ ว่าทำไมคน “รัก” กัน ถึงต้อง อดทนกันและกันมากมายขนาดนั้น ทำไมต้องอดทน ทำไม ต้องอดทนให้นาน รู้แต่ว่า ในตอนนั้น วลีหนึ่งที่ใช้บ่อย สำหรับการตัดพ้อ ต่อความรู้สึกนึกคิดที่ได้รับจากการกระทำที่ เราคิด ว่า เรา “รัก” เขา หรือว่า เรา “รัก” คนอื่น นั้นคือ วลีที่ว่า “คนที่เค้า รักกัน เค้าไม่ทำแบบนี้” เอ่ยถึง วลี ประโยคนี้ทีไร “น้ำตามันจะไหล” เพราะตอนนั้นรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ รู้สึกว่า “คนที่เค้า รักกัน เค้าไม่ทำแบบนั้น แบบนี้ อย่างนั้น อย่างนี้
แต่เชื่อไหม ตอนนี้ ปอยกลับรู้สึกว่า “รัก” คือ การอดทนนาน คือ เชื่อในส่วนดีของเค้า ไม่ต้องสนใจว่า เค้าจะไม่ดีอย่างไร ทำอะไรกับเราบ้าง ไม่ต้องสนใจ ว่าเค้า จะทำอย่างนั้น อย่างนี้ รู้แต่ว่า “รัก” และเชื่อในส่วนดีของกันและกันเสมอ
แล้ว “รัก” ครั้งใหม่และตลอดไป ก็คือ “รักที่ไม่ต้องฝืนใจที่จะทน หรือ ข่มใจ ให้อดทน แต่ ทนได้ทุกอย่าง ก็เพราะ “รัก”
ไม่ใช่ “รัก” จึงทน แต่ทนได้เพราะ “รัก” เพราะ “รัก” จริงๆ ไม่ใช่ “รัก” อย่างที่ โลกรัก แต่รัก ในแบบที่พระเจ้าทรงสร้าง
เมื่อก่อน ก็ไม่เข้าใจ อีกนั้นแหละ ว่าทำไม จึงมีคำกล่าวที่ว่า “พระเจ้าเป็นความรัก” ไม่เข้าใจนะ เพราะตอนนั้นคิดว่า ประโยคนี้ น่าจะหมายความถึง การนำความรักเป็นใหญ่ แต่ จริงๆ ในใจตอนนี้ สัมผัสได้เลยว่า ” พระเจ้าเป็นความรัก “
ไม่ใช่ “ความรักเป็นพระเจ้า”นะ มันไม่เหมือนกัน จริงๆ พระเจ้าเป็นความรัก ไม่ใช่ ความรักเป็นพระเจ้า
“รัก” ในแบบที่ พระเจ้ารักเรา
“รัก” และอดทนนาน อย่างที่พระเจ้าอดทนกับเรา
“รัก” ที่เชื่อในส่วนดีของผู้อื่น เสมอ รวมถึง “รัก” ตัวเองด้วย
“รัก” ให้เป็น รักของพระเจ้าชอบธรรม เสมอ และไม่ลำเอียงเลย
“รัก” ของพระเจ้าใหญ่ยิ่ง เกิน คำอธิบายได้ (ปอยคงอธิบาย หรือ ให้คำนิยาม ของ พระเจ้าคงไม่หมดในวันเดียวแน่ และ ปอยก็คงไม่อาจหาญที่ จะ ทำให้คุณ หรือ ใครที่อ่าน ถ้อยคำเหล่านี้ แล้ว เชื่อ เชื่ออย่างที่ปอยเชื่อ คิดอย่างที่ปอยคิดได้หรอ เพราะ “รัก” ของพระเจ้านี้ อยู่ที่ ว่า “ใจ” ใครจะรับเอาไว้หรือไม่ เท่านั้น จริงๆๆ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





